วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

Still Life

Still-life หรือ Still Life จากคำแปลที่ "ศัพท์บัญญัติวิชาถ่ายภาพ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน" ปี ๒๕๓๐ ได้ให้ไว้ว่า... ๑.ภาพหุ่นนิ่ง ๒.ภาพชีวลักษณ์ หรือภาพเลียนแบบธรรมชาติ

แต่ผมอยากจะอธิบายว่า Still Life คืออะไร เพื่อที่เราจะได้เข้าใจว่าเราถ่ายภาพ Still Life ไปทำไม เพื่ออะไร และมันควรจะเป็นอย่างไร หรือแสดงให้ผู้ชมเห็นอะไรมากกว่า...นะครับ

ไม่เป็นการยากเลยในการที่เราจะทำความเข้าใจในความหมายของมันหรือแม้กระทั่งในเรื่องของการถ่ายภาพ Still Life และก็สามารถที่จะถ่ายให้ดีได้อีกด้วย ผู้ที่ศึกษาทางด้านศิลป์มาคงจะเข้าใจกันดีอยู่แล้ว อาจจะมากกว่าผมด้วยซ้ำไป เพราะผมได้ศึกษามาเพียงแค่เป็นวิชาบังคับในการเรียนถ่ายภาพทางด้าน Still Life เท่านั้นเอง...ส่วนใครที่พอมีภูมิหลังในเรื่องของงานศิลปะอยู่บ้าง หรือว่ามีความเข้าใจในเรื่องของศิลปะพอสมควร ก็คงจะเข้าใจได้มากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าผู้ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ไม่เคยผ่านในเรื่องของงานศิลปะมาก่อนจะเข้าใจยากกว่า หรือผลิตงานได้ไม่ดีเท่า...จะดีในระดับใดนั้น เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาหาความรู้กันเอง ไม่มีใครบอกให้ได้ว่าถ่ายอย่างไรจึงจะดีกว่า

เพื่อที่จะให้เป็นที่เข้าใจง่ายขึ้นสำหรับทุกๆคน จึงอยากจะขอเกริ่นที่มาและที่ไปของ Still Life เพียงเล็กน้อย เพื่อที่เราจะได้รับทราบ และเข้าใจจุดประสงค์ของการวาดภาพ หรือการถ่ายภาพ Still Life ว่าทำไปเพื่อเหตุผลอันใดบ้าง...ในปัจจุบัน ความหมายหรือจุดประสงค์ของการถ่ายภาพ Still Life อาจจะเปลี่ยนไปบ้างแล้ว...ก็เป็นไปได้...เท่าที่ได้อ่านบทความของท่านผู้รู้บางท่าน และจากภาพที่ได้เห็นในการแสดงนิทรรศการ และจากการประกวดหลายๆแห่ง...จะอย่างไรก็ตาม ผมยังมีความรู้สึกเดิมๆของการถ่ายภาพ Still Life อยู่ และก็ยังถ่ายตามเดิมอยู่

Still Life เป็นงานที่เริ่มมาจากภาพวาดและภาพเขียน (Painting และ Drawing) ตั้งแต่ในสมัยศตวรรษที่ 15 แต่มาโด่งดังเอาเมื่อในช่วงศตวรรษที่ 17 โดยเหล่าจิตกรชาว Dutch ที่เลื่องลือในฝีมือและที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการใช้แสงและการจัด (Lighting and Composition) ที่เรียกกันว่า Dutch Masters ซึ่งได้ผลิตผลงานที่มีความสวยงามเอาไว้มากมายในงาน Still Life อันแสดงให้เห็นถึงความสามารถและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องอื่นๆอีกมากมายนอกเหนือไปจากเรื่องของการจัดฉากและการใช้แสง...ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเข้าใจในสิ่งที่จะวาด ในเรื่องของการจัดหาสิ่งของมาใช้ประกอบในภาพ ในเรื่องของการใช้สิ่งของเหล่านั้นเล่าเรื่องราวของภาพ ในเรื่องของการสร้างมิติ ในเรื่องของการจัดองค์ประกอบ และในเรื่องของการใช้พื้นที่ ซึ่งทำได้ดีกว่าจิตกรชาติอื่นๆในยุคนั้น สมัยนั้นอย่างมาก

งาน Still Life ที่ไม่ใช่เป็นการจัดฉากก็มีครับ เป็นการวาดหรือถ่ายภาพของสิ่งของที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือที่มนุษย์ได้ทำเอาไว้ซึ่งอยู่ภายนอก Studio ที่เรียกกันว่า Found Subjects แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการจัดเสียมากกว่าด้วยเหตุผลที่จะกล่าวต่อไป

หลักที่สำคัญๆของงาน Still Life คือการเลือก Subject...ซึ่งจะเป็นการจัดหาของสิ่งของต่างๆที่ไม่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตแล้วไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้าน นอกบ้าน สัตว์ที่จะใช้ในการประกอบอาหาร, อาหารอย่างเดียว, อาหารพร้อมเครื่องครัว หรือแม้กระทั่งดอกไม้ที่ตัดมา และสิ่งที่สำคัญต่อมาก็คือเรื่องของ Composition และการใช้ Space จะต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายใน Set จะต้องมีความสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็น Set ที่มีเพียง 2-3 ชิ้น หรือที่ีใหญ่ มีสิ่งของมากมายนับสิบๆชิ้น ในแต่ละ Set จะต้องมีการบอกเรื่องราวที่ดี...จะต้องคำนึงถึงตำแหน่ง ขนาด รูปร่าง การเว้นระยะของสิ่งของให้เหมาะสม เพราะสิ่งที่จะตามมาคือการให้แสง แสงจะต้องส่องโดนสิ่งของทั้งหมด แม้เพียงแค่นิดเดียวก็ตาม

ภาพ Still Life ที่ดีย่อมขึ้นอยู่กับรสนิยม การวางแผนล่วงหน้าและในเรื่องของการเลือก Subject, Background, Composition และ Lighting ที่ดีครับ... แม้ว่าการถ่ายภาพ Still Life จะเป็นเรื่องของการจัด/สร้างฉากขึ้นมา แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การการตัดสินใจและการควบคุมของช่างภาพทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้เหมือนกันหมด หรือแม้แต่จะได้ดีเท่ากัน ถึงแม้ว่าจะเป็นการถ่ายภาพของสิ่งของเดียวกันก็ตาม ฉนั้นการถ่ายภาพในสาขานี้จึงอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในสาขาที่มีความยากก็ว่าได้ เพราะกว่าจะได้มาถึงตรงนี้ได้นักศึกษาหรือผู้ที่มีความสนใจทางด้านการถ่ายภาพทุกคนจะต้องเรียนรู้และได้ผ่านมาแล้วในเกือบจะทุกสาขาของการถ่ายภาพ และจะต้องนำความรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เรียนรู้และศึกษามา มาใช้รวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ...

การจัดเลือกหาสิ่งของมาจัดถ่าย (objects) 
ความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่จะถ่าย (subject) 
ความสามารถในการผูกเรื่องของสิ่งของที่มี (narrative/telling story) 
ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอภาพ(creativity) 
ความสามารถในด้านการจัดองค์ประกอบ (arrangement) 
ความรู้และความสามารถในด้านการจัดสร้างภาพ (composition)
ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ในฉาก (space)
ความเข้าใจในเรื่องการสร้างมิติ (dimension/perspective) 
รู้จักและเข้าใจในเรื่องแสงเป็นอย่างดี (lighting) 
รู้จักและเข้าใจพื้นผิวของวัสดุที่นำมาใช้ใน set (textures และ surface)

เนื่องจากการใช้ฟิล์มต่างกับการใช้สี ช่างภาพจะต้องเข้าใจในเรื่องของฟิล์มว่าจะสามารถเก็บรายละเอียดในส่วนสว่าง (Highlights) และในส่วนเงา (Shadows) ได้มากน้อยเพียงไร ฟิล์มและเลนส์ที่จะใช้ในการถ่ายมีความสามารถในการเก็บรายละเอียดในส่วนที่กล่าวมาได้มากน้อยเพียงไร ความสั้น-ยาวของเลนส์จะมีผลอย่างไรต่อมุมมอง ยังมีเรื่องความคลาดของสี (Colour Cast) ของสิ่งที่จะถ่ายมาเกี่ยวข้องอีกด้วย และหากว่าใช้ Background ที่มีความซับซ้อนทั้งในเรื่องของสีและลวดลาย (Pattern) ความต่างกันทั้งรูปร่าง ขนาด สี ของสิ่งที่จะถ่าย จะให้น้ำหนักในการมองต่างกัน และเมื่ออยู่ใน Set เดียวกันแล้ว ก็จะต้องมีความหมายหรือเรื่องราวที่เข้ากันเสมอไป 

เรื่องของการให้แสงในการถ่ายภาพ Still Life ก็เช่นเดียวกันกับงานจิตกรรม ส่วนใหญ่จะเป็นแสงนุ่ม มาจากด้านข้างประมาณ 45 องศาเพื่อที่จะได้สาดส่องแสดงให้เห็นถึง Texture และ Surface รวมทั้ง Shape และ Form ของ Object/Subject ด้วย สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเงาจากของชิ้นหนึ่งเมื่อไปทาบกับของอีกชิ้นหนึ่งก็ไม่ควรจะมืดจนมองไม่เห็นรายละเอียดของชิ้นที่ถูกทาบ ในบางครั้งอาจจะมีการใช้แสงที่ค่อนข้างแรงในบาง Set ซึ่งจะให้เงาที่เข้ม มีขอบชัดเจน แต่ก็มักจะใช้กับการถ่ายสิ่งที่อยู่ใน Set เล็ก หรือต้องการใช้เงาเป็นส่วนหนึ่งของ Composition หากมีความเข้าใจในการใช้ Reflectors ประเภทต่างๆ ความเข้าใจในเรื่องของการชั่งน้ำหนักของแสงด้วยสายตา และความเข้าใจในเรื่องของมุมตกและมุมสะท้อนของแสง ก็จะช่วยให้ช่างภาพผู้นั้นได้เปรียบในการผลิตงานกว่าผู้อื่น...อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะมีฝีมือระดับใดก็สามารถที่จะถ่ายภาพ Still Life ได้ด้วยกันทุกคน หากให้ความสนใจกับสิ่งที่กล่าวมาข้างบน...ส่วนจะดีในระดับใดก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับประสพการณ์และความเข้าใจของแต่ละคนไป


เนื่องจากวิชาการถ่ายภาพ เป็นเรื่องของการลอกเลียนแบบมาจากและภาพเขียน ดังนั้นการศึกษาวิชาการถ่ายภาพในทุกสาขาในสถาบันที่มีการสอนการถ่ายภาพเป็นวิชาหลักในระดับปริญญาในต่างประเทศ จึงต้องให้นักศึกษา ศึกษาเกี่ยวกับประวัติความเป็นไปและที่มาของงานศิลปะประเภทต่างๆ (History of Art ) ของแต่ละยุค แต่ละสมัย ตั้งแต่สมัย Renaissance (ศตวรรษที่ 14-16 ) เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของงานและมุมมองของจิตกร อีกทั้งรสนิยมของประชาชน...นักศึกษาที่เลือกเรียนการถ่ายภาพในแขนง Still Life จำเป็นที่จะต้องเรียนวิชาบังคับที่ไม่เกี่ยวกับการถ่ายภาพเพิ่มขึ้นอีกสองวิชาคือ ภาพวาดและภาพเขียน นอกเหนือไปจากวิชาประวัติศาสตร์ของงานศิลปะเพื่อที่จะใด้เข้าใจในเรื่องของ Perspective การตกและการสะท้อนของแสง การสะท้อนแสงของสิ่งต่างๆใน Set ในเรื่องของน้ำหนักของโทนในส่วนของ Shadows ฯลฯ และผู้ที่จะเรียนถ่ายภาพ Food Photography ก็จะต้องผ่านการเรียน Still Life Photography มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปี

การสร้างงาน Still Life ของจิตกร ในสมัยโน้นก็คือการสร้าง Portfolios ให้กับตัวเองนั่นเอง มันเป็นการแสดงให้ลูกค้าหรือผู้ที่จะมาว่าจ้างได้เห็นถึงความสามารถของจิตกรผู้นั้นว่าความละเอียดในการมอง ความรอบคอบในการจัดหรือใช้สิ่งของ มีเข้าใจในการสร้างหรือผูกเรื่องราว รู้จักสร้างความเกี่ยวพันที่ดีของสิ่งของต่างๆ รู้จักจัดองค์ประกอบและเข้าใจในเรื่องของการให้แสงเป็นอย่างดี...ในส่วนของการถ่ายภาพก็เช่นกัน ช่างภาพก็จะต้องเข้าใจเฉกเดียวกันกับจิตกร ดังนั้นเรามักจะเห็นว่าใน Portfolio ของช่างภาพมืออาชีพจะมีภาพ Still Life ติดอยู่ด้วยเสมอ เพื่อแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงรสนิยม ความรู้และความสามารถของช่างภาพเช่นกัน

ที่มา..
http://www.bwthai.org/webboard/show....tegory=&No=913

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น